คนไข้หลายคนพยายามอดทนกับอาการเจ็บในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Pain) เพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องปวดท้องน้อยธรรมดา หรือคิดว่าเป็นแค่ปวดประจำเดือนเดี๋ยวก็คงหายไปเอง แต่จริงๆ แล้ว บริเวณอุ้งเชิงกรานของเราเนี่ย เป็นจุดศูนย์รวมของหลายระบบในร่างกาย

โดยอาการเจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน (Pelvic Pain) หมายถึง อาการปวดหรือเจ็บบริเวณช่องท้องส่วนล่างที่อยู่ใต้สะดือลงมา รวมถึงบริเวณหัวหน่าว รอบๆ สะโพก และฝีเย็บ ทั้งนี้ มีทั้งรูปแบบปวดเฉียบพลัน (Acute Pelvic Pain) และปวดเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain) ที่ยาวนานกว่า 6 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

เวลาคนไข้มาตรวจ หน้าที่หลักของแพทย์ก็คือ "การแยกแยะว่าอาการเจ็บของคนไข้ มาจากระบบไหนกันแน่" จากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อที่เราจะได้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมันอยู่ใกล้ชิดกันมาก จนบางทีอาการปวดมันคาบเกี่ยวกันได้ โดยหลักๆ จะแยกออกเป็น 3 ระบบใหญ่ๆ คือ

1. ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ (Gynecological Causes)

การปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) หรือ ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID)

2. ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Causes)

· ภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหดเกร็ง (Pelvic Floor Dysfunction): กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมีความตึงตัวมากเกินไปหรือไม่สัมพันธ์กัน

· ข้อต่อกรานกราดหรือข้อต่อสะโพกอักเสบ (Sacroiliac Joint Dysfunction): ส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวมาที่อุ้งเชิงกรานและหลังส่วนล่าง

· ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ (Myofascial pain syndrome) เช่น มีอาการอักเสบที่บริเวณกล้ามเนื้อกลุ่มที่หนีบสะโพกที่ (Adductors)ที่ทำให้เจ็บบริเวณขาหนีบ หรือการปวดกล้ามเนื้อท้อง หลัง และก้นเอง ก็สามารถร้าวมาบริเวณแถวขาหนีบข้างหน้าได้เหมือนกัน

3. ระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะ (Gastrointestinal & Urinary Causes)

· กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS): โดยอาการท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสีย ร่วมกับอาการปวดท้องน้อย

· กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง (Interstitial Cystitis): มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานร่วมกับปวดปัสสาวะบ่อยหรือแสบขัด

แนวทางการรักษาทางกายภาพบำบัด (หากมาจากระบบกล้ามเนื้อ)

ถ้าตรวจประเมินแล้วพบว่าอาการปวดของคนไข้มาจากระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการกายภาพบำบัดมีวิธีช่วยรักษาได้เยอะมาก โดยแบ่งออกเป็น:

1. การฝึกออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมด้วยตนเอง

  • การฝึกหายใจที่ถูกต้อง: เพราะจริงๆ แล้วการหายใจอย่างถูกวิธีมีผลโดยตรงกับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ช่วยลดแรงดันและผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ดีมาก
  • การยืดและการฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะจุด: จะเน้นให้ยืดกล้ามเนื้อส่วนที่ตึง โดยเฉพาะการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Relaxation) และเสริมความแข็งแรงรอบกล้ามเนื้อสะโพกและส่วนแกนกลางลำตัว รวมถึงการฝึกขยับขมิบอวัยวะเพศเพื่อเพิ่มความแข็งแรง (Pelvic Floor Muscle Strengthening) อย่างถูกวิธี
  • การปรับท่าทาง (Correct Posture): ท่านั่ง ท่ายืน การลงน้ำหนักที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยลดแรงกระแทกและการเกร็งค้างของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้

· การแช่น้ำอุ่น (Warm Bath): การนั่งแช่น้ำอุ่น (Sit bath) บ่อยๆ มีส่วนช่วยอย่างมากในการลดความตึงตัว ช่วยผ่อนคลายการเกร็งค้างของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และเพิ่มการไหลเวียนเลือดในบริเวณช่องท้องส่วนล่างให้ดีขึ้น

2. การกายภาพบำบัดอื่นๆโดยนักกายภาพบำบัด

· การรักษาด้วย Manual Therapy: การใช้เทคนิคการนวด ขยับ ดัดดึง โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยยืดและผ่อนคลายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรวมถึงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ตึงรั้ง เพื่อลดอาการเจ็บปวดและปรับการเคลื่อนไหวของข้อต่อรอบๆ ให้กลับมาสมดุล

ทั้งนี้ เราสามารถใช้เครื่องมือทางกายภาพร่วมด้วย ได้ค่ะ เช่น:

  • การใช้เครื่อง PMS (Peripheral Magnetic Stimulation): ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นประสาทส่วนปลายและกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดลึกๆ ได้ดี
  • ESWT (Extracorporeal Shock Wave Therapy) :เป็นการรักษาด้วยการปล่อยคลื่นกระแทกพลังงานสูงผ่านผิวหนัง เพื่อคลายจุดกล้ามเนื้อที่ตึงที่เป็นสาเหตุในอาการปวดค่ะ รวมถึงเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะรอบอุ้งเชิงกราน

3. การรักษาเฉพาะจุด

  • การฝังเข็มรักษาเฉพาะจุด (Dry Needling): หากตรวจเจอจุดกดเจ็บหรือจุดฝังแน่นในกล้ามเนื้อ (Trigger Point) ที่เป็นตัวการส่งอาการปวดร้าวมาที่ขาหนีบจากส่วนอื่นๆ เอง ก็สามารถรักษาเฉพาะจุดให้คนไข้ได้ด้วยการฝังเข็มแบบตะวันตก (Western dry needling) เพื่อคลายจุดดังกล่าวได้

ดังนั้น คำแนะนำคือ ถ้าเริ่มมีอาการเจ็บหรือปวด แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กและแยกโรคให้ชัดเจนจะดีที่สุดค่ะ ไม่ต้องกังวลหรือเขินอาย การที่คนไข้มาเล่าอาการให้ฟังอย่างละเอียด จะช่วยให้เราวางแผนการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด