การเดินทางและการโดยสารรถเป็นหนึ่งในกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ใช้เวลามากที่สุด ทั้งการขับรถไปทำงาน ไปจนถึงออกทริปเที่ยวต่างจังหวัด ยิ่งตอนรถติดยิ่งต้องใช้เวลาอยู่บนรถนานขึ้น เช่นเดียวกับการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ การขับรถก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือทำให้เรามีอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นเดียวกัน
ในจุดนี้ เราสามารถลดผลกระทบต่อสุขภาพให้น้อยที่สุด ด้วยการปรับท่านั่งขณะขับรถ โดยจะมีอยู่ทั้งหมด 5 จุดหลัก ๆ ด้วยกัน คือ
1. ที่นั่งและระยะห่างจากพวงมาลัย
ต้องดันแผ่นหลังและบั้นท้ายให้ชิดกับเบาะด้านหลังเพื่อให้เบาะรถรองรับแผ่นหลังได้ทั้งหมด พร้อมกับที่สามารถวางขาและเท้าไว้ที่คันเร่ง เบรก และคลัตช์ได้ไม่ลำบากในการกระดกข้อเท้าเพื่อสลับไปมา เข่าต้องไม่งอเกินไป
2. ความเอียงของเบาะพนักพิง
หลักการสำคัญคือเมื่อปรับเอียงแล้วต้องไม่รู้สึกว่าต้องใช้แรงในการยกคอและศีรษะขึ้นมามองทางหรือตั้งตรงขึ้น และอยู่ในองศาที่สามารถรับน้ำหนักแผ่นหลังได้เท่ากันราว 100-110 องศา รวมถึงศีรษะจะต้องอยู่ในตำแหน่งราว 0-10 องศา ต้องไม่งอคอจนเกิดอาการปวดเมื่อย
3. ความสูงของหมอนรองศีรษะ
ช่วงหลังของศีรษะจะต้องวางไว้กับเบาะรองศีรษะได้พอดี ไม่ปรับลงมาต่ำจนลงมารับท้ายทอย เพราะเป็นตำแหน่งที่อาจเป็นอันตรายได้หากเกิดอุบัติเหตุ
4. ความสูงต่ำของเบาะนั่ง
ความสูงของเบาะนั่งต้องอยู่ในระดับความสูงที่สามารถมองเห็นถนนได้ชัดเจนและทั่วถึง รวมถึงแขนและไหล่ไม่ยกเกร็ง สามารถจับพวงมาลัยได้แบบสบาย ๆ ทำมุม 90-115 องศาตามความถนัด
5. มุมองศาของพวงมาลัย
พวงมาลัยขับรถไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่สูงเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อช่วงคอ บ่า ไหล่ ควรที่จะลดระดับความสูงลงให้สามารถจับได้สบายโดยสัมพันธ์กับความสูงต่ำของเบาะนั่ง สามารถจับและหมุนพวงมาลัยได้คล่อง โดยไม่ติดขัด
ทั้งนี้ การปรับท่าทางในการขับรถ ต้องไม่กระทบต่อความสามารถในการขับขี่ ทัศนวิสัย ความสะดวก และอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นบนท้องถนนได้
นอกจากท่าทางเหล่านี้แล้ว จุดสำคัญที่ต้องใส่ใจเพิ่มคือคือการปรับองศาของกระจกมองหลังและกระจกมองข้างของรถ ให้สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบคันรถได้ทั่วถึงและปลอดภัย หากมีอาการปวดเมื่อยร่างกายจากการขับรถเป็นระยะเวลานาน การแวะจอดรถพักเพื่อลงมายืดเส้นยืดสาย เดินเปลี่ยนท่าทางบ้าง